บทที่ 2 แลกกัน

ตอนที่ 2  แลกกัน

ผมเปิดประตูเข้ามาภายในห้องนอนเจ้าของคฤหาสน์ตามคำไหว้วานของป้าแม่บ้านให้ช่วยขึ้นมาปลุกนายพสิษฐ์ ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศสะบัดคอผมเหลียวไปมามองหารีโมทเพื่อนำมากดปิดหรืออาจปรับมันให้อุ่นขึ้น เจ้าของห้องนอนแผ่แบไข่ เปลือยทั้งตัวอยู่บนเตียงนอนสีเทาเข้ม ความอุจาดอุบาทว์ตาเพราะคนไม่ใส่เสื้อผ้าเบนสายตาผมให้หันไปทางอื่น ไม่ใช่เพราะเขินอายอะไรแต่มันทุเรศลูกตา

“นี่...นี่” ผมยืนกอดอกถอนหายใจ เรียกปลุกคนที่นอนหลับเหมือนแกล้งตายอยู่ห่างๆ

“........” ไม่มีสัญญาณตอบรับว่าคนหลับได้ยินเสียงเรียก

“ไม่ต้องมาแกล้ง ผมไม่โง่หรอกนะ” ผมผละเดินห่าง สายตากวาดมองหารีโมทผ้าม่านเจอมันวางอยู่ใกล้กับหัวเตียงฟากหนึ่ง จากนั้นกดปุ่มเพื่อออกคำสั่งให้มันเลื่อนขึ้นแล้วเปิดโอกาสให้แสงสว่างจากภายนอกส่องลอดเข้ามา

“แกล้งโง่บ้างก็ได้เพราะบางครั้งการอวดฉลาดไปหมดทุกเรื่อง มันอาจไม่เป็นผลดี เหมือนพ่อเธอไง” ไอ้คนแกล้งหลับขยับปากพ่นคำถากถางออกมา

“หุบปาก! ไม่ต้องโยงเอาพ่อมาเกี่ยว” ผมกระโจนจากพื้นห้อง กระโดดขึ้นไปนั่งคร่อมทับร่างสูงซึ่งนอนอมยิ้มอยู่บนเตียง มือเล็กคว้าคอใหญ่ออกแรงบีบลงไปอย่างไม่คิดกลัวเกรง

“หรือจะเถียง พ่อเธอฉลาดทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องผู้หญิง” ยิ้มเยาะขยับยกตรงมุมปาก

“บอกว่าให้หุบปาก!”

“ทำไมล่ะ ยอมรับความจริงไม่ได้อย่างนั้นเหรอ"

“ไอ้...อ๊าก ปล่อยนะ” มือหนาตวัดขึ้นมาคว้าหมับจับบีบกรอบคางเหวี่ยงผมลอยหวือลงไปนอนแผ่สิ้นท่า ส่วนมันตวัดขาข้ามขึ้นมาล็อกกดผมไว้จนไร้หนทางหนี

“พ่อเธอฉลาดมากในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นบริหารงานธุรกิจ การค้า การวางแผน การเจรจาต่อรอง แต่น่าเสียดายที่มาตกม้าตายเพราะหน้ามืดตาบอดหลงเชื่อคำพูดของผู้หญิงตอแหล”

ปัก! หัวเข่ากระทุ้งปักเข้าสีข้างไอ้คนปากหมา ก่อนจะยกขายันโครมถีบเปรี้ยงเข้ากลางยอดอก แต่ถูกมือนั้นยื้อยุดฉุดข้อเท้า ฉีกขาผมออกกว้างพร้อมกับกดน้ำหนักทับผมจนสิ้นท่า

“ไอ้บ้าเอ๊ย” ผมสบถด่ามันอย่างเคยชิน

“คิดจะสู้ฉันเหรอ ทิวา”

“ปล่อย” ข้อมือ รวมถึงแขนขาทั้งสองข้าง ผมพยายามเหนี่ยวรั้งดิ้นรนให้พ้นจากกรงมือ

“ทิวา ใครๆ เขาร่ำลือกันว่าลูกชายคนเล็กของตระกูลพิทักษ์วัฒนาเป็นคนกิริยามารยาทเรียบร้อย นุ่มนวล สุภาพอ่อนโยน แต่เท่าที่ฉันเห็นเธอดูไม่เหมือนกับที่คนอื่นเขาพูดถึงเลยนะ ทั้งก้าวร้าว หยาบคาย เอาแต่ใจไม่มีสัมมาคารวะ อย่าลืมสิว่าฉันแก่กว่าเธอและพี่ชายหลายปีทีเดียวนะ” กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงโคนขา เหมือนมันจะฉีกขาดเพราะแรงรั้งจับถ่างของไอ้บ้าคนสารเลว

“คุณพูดเองว่าผมเป็นลูกเสือ หรือต่อให้ตอนนี้ผมไม่มีพ่อ ไม่มีพี่ชาย แต่ถึงยังไงวิญญาณข้างในผมก็ยังคงเป็นเสือ” ขาข้างที่ถูกยึดไว้พยายามขัดขืนฝืนแรงกด หัวเข่าแข็งคู่ใหญ่กดน้ำหนักลงมาบนหน้าขา น้ำหนักรวมของไอ้คนตัวใหญ่ไม่น่าจะน้อยกว่าเจ็ดสิบกิโลกรัมบดจนกระดูกผมแทบป่น ขาสองข้างสั่นตั้งแต่ท่อนล่างลามมาถึงอก มุมปากหยักคลี่เหยียดออกเหมือนมันพอใจที่ทำให้ผมเจ็บตัวได้

“ปล่อยสิวะ เจ็บนะโว้ย”

“ครั้งหน้ามาปลุกฉันตอนเจ็ดโมงตรง ที่สำคัญห้ามยุ่ง ห้ามวุ่นวายกับแอร์และผ้าม่านในห้องฉัน เข้าใจมั้ย” ตาคมเหล่มองไปยังรีโมททั้งสองอย่างที่ผมกดใช้งานมันทั้งไปแล้วสองสิ่ง

“ทำไมกลัวเนื้อจะเน่าเหรอถึงได้ปรับแอร์ขนาดนี้ หรือว่าเป็นผีดิบถึงได้กลัวแสงสว่าง”

“เปล่า แต่กลัวว่าอากาศอุ่น จะทำให้เลือดลมฉันมันจะพลุ่งพล่านต่างหาก” มือหยาบขยับมากำรูดท่อนเนื้อซึ่งพาดวางอยู่เกือบถึงกลางอกผม ความคมชัดของภาพอุจาดตา ทำให้ผมต้องสะบัดหน้าหันไปทางอื่น

“เห็นมั้ยว่ามันหงุดหงิด” ท่อนเนื้ออุ่นถูกเลื่อนขึ้นมาสะบัดตบลงบนแก้มของผม เหมือนอยากหยามเหยียบเกียรติล้อเล่นให้ผมได้อาย

“ไอ้คนน่าขยะแขยง”

“ฮึ น่าขยะแขยงอย่างนั้นเหรอ มันออกจะดูดี” ท่อนเอ็นแข็งซึ่งพองใหญ่เพราะกล้ามเนื้อแล้วมัดเอ็นถูกกระตุ้นจนมันตื่นตัวเต็มที่ สะบัดปัดไปมาอยู่แถวใบหน้า ปาก จมูกของผม

“ไอ้คนหลงตัวเอง เอามันออกไปให้พ้นหน้าผมนะ ไม่อย่างนั้นจะกัดให้ขาดเลย” ผมกระทุ้งหัวเข่าเข้าสีข้างแข็งของไอ้คนหน้าไม่อายที่ยังหน้าด้านยิ้มภูมิใจให้กับความกักขฬะลามกของตัวเอง

“ช่วยไม่ได้นี่ ก็เธอมาปลุกฉันเร็วเกินไป”

“เร็วยังไง นั่นแหกตาดูเจ็ดโมงสิบนาทีแล้ว”

“ฉันหมายถึงตอนที่เธอเดินเปิดประตูเข้ามาตอนนั้นมันแค่ หกโมงห้าสิบห้านาที”

“โอ๊ย ก็แค่ตื่นเร็วห้านาทีมันจะตายหรือไงล่ะ”

“ไม่ตายหรอก แต่ฉันต้องผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพื่อทำให้เลือดลมในตัวเดินสะดวกซะก่อน” มือว่างข้างหนึ่งล้วงลงไปเบื้องต่ำคลำท่อนเอ็นแข็งแล้วขยับรูดขึ้นรูดลงอย่างจงใจ

“ขัดจรวดเนี่ยนะ ถ้าการช่วยตัวเองมันสำคัญนักก็ไปทำที่อื่น ในห้องน้ำก็มีไปสิ ผมไม่อยากดู ไม่อยากเห็นกิจกรรมอุบาทว์ อุจาดตาของคุณ” ผมสะบัดหน้าเบะปากใส่แท่งเนื้อใหญ่สีอ่อนหัวแดงบานใหญ่โต

“ไม่อยากดูก็ต้องดู” มือข้างหนึ่งกดลงมาบนหน้าอก น้ำหนักของแรงนั้นทำเอากระดูกซี่โครงผมแทบร้าว มืออีกข้างไม่ได้ปล่อยให้ว่างเปล่าเพราะมันสาวใส่ท่อนเนื้อรูปทรงกระบอกเป็นจังหวะเร็วขึ้นทีละนิด

“ไอ้คุณพสิษฐ์ ไอ้คนทุเรศ ผมบอกว่าไม่อยากดูไง”

“แต่ฉันอยากให้เธอเห็น”

“ไม่ดูโว้ย ไอ้คนโรคจิต” ฝ่ามือตบเพียะลงมาบนแก้มขวา มือยาวสอดประสานควานขยำเข้าไปในกลุ่มผม แล้วกระชากร่างสูงผงะหงายลงไปนอนแผ่บนเตียง จากนั้นกระโจนโหนตัวขึ้นไปนั่งทับร่างใหญ่ หัวเข่าคู่กดทับลงบนไหล่ฝ่ามือกดกักท่อนแขนไว้ให้มันไร้ซึ่งอิสรภาพ

“เธอคิดว่าจะสู้ฉันได้อย่างนั้นเหรอ ทิวา” ดวงตาคมมองตรงมายังผมเหมือนเยาะเย้ย ริมฝีปากหยักคลี่ยิ้มดูอารมณ์ดีที่เห็นผมหงุดหงิดอารมณ์เสีย

“สู้ไม่ได้ ผมก็จะสู้”

“ดี ถ้าอย่างนั้น ไหนมาดูสิว่าเธอจะสู้ฉันยังไง” ท่อนขาใหญ่ข้างหนึ่งตวัดรัดลงมารอบเอว ส่วนอีกข้างมันพาดสูงขึ้นมาจนถึงคอเกี่ยวกดหัวผมให้จมลงไปจนหน้าชิดติดกับคนที่นอนอยู่เบื้องล่าง

“สู้สิ...ทิวา สู้กับฉัน” เสียงแข็งข่มขวัญเหมือนอยากให้ผมกลัว

“ไอ้คนทุเรศ”

“มาสิทิวา มีทีเด็ดอะไรงัดมันออกมาให้หมด”

“ได้ คิดว่ากลัวเหรอ”

ริมฝีปากประกบปิดหยุดคำพูดอีกฝ่ายให้หายไป เรียวลิ้นยาวใหญ่ซึ่งผมสัมผัสได้ ถูกซ่อนเอาไว้ในโพรงปากอุ่น ลิ้นสากนอนนิ่งอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง เหมือนมันอยากรู้ว่าผมต้องการอะไร ผมแวะเวียนเข้าไปทักทายด้วยการใช้ลิ้นล่อหลอกเชิญชวนยั่วยวนให้มันหลงกล สายตาล้อเลียนคนขี้ขลาดที่เอาแต่นอนนิ่งไม่ไหวติง เมื่อกี้ยังเห็นอวดดีนัก ทีนี้กลับนอนนิ่งเหมือนคนเป็นอัมพาตเสียอย่างนั้น

“ทำไมไม่สู้ล่ะ โต้ตอบกับผมสิ” ผมกระซิบถาม ลิ้นนุ่มลากผ่านไปตามแก้มสากจรดใบหู

“เธอกำลังเล่นกับไฟ”

“เวลานี้ ตอนนี้ ตัวผม ใจผม ชีวิตผม เหมือนยืนอยู่ท่ามกลางกองไฟอยู่แล้ว ถ้าผมจะล้อเล่นกับไฟกองเล็กๆ อย่างคุณอีกสักหน่อยมันจะเป็นอะไรไป ลุกขึ้น แล้วออกไปทำเรื่องเลวๆ อย่างที่คุณถนัด” ผมสะบัดแขนขา หลุดมาจากการกอดรัด ปล่อยให้ชีเปลือยตัวใหญ่ นั่งแก้ผ้าทำหน้านิ่งอยู่บนเตียงเพียงลำพัง

“เช้านี้ตามธรรมเนียม นังปีศาจนั่นมันต้องไปเก็บอัฐิของคุณพ่อที่วัด ผมต้องการอัฐิของคุณพ่อกับพี่ตะวัน” ผมโยนเสื้อคลุมอาบน้ำตัวใหญ่ไปคลุมท่อนล่างเปลือย เจ้าของเตียงยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับไปไหน นอกจากกลอกตามองตามทุกย่างก้าวของผม

“เธอจะให้ฉันไปขโมยกระดูกผีเนี่ยนะ”

“คนอย่างคุณคงไม่มีปัญหากับขโมยของเล็กๆ น้อยๆ เท่านี้หรอกอย่ามาเสแสร้งแกล้งทำเป็นไม่เคยหน่อยเลย”

“ฟังดูเหมือน ฉันเป็นขี้ข้าที่เธอสามารถสั่งให้ทำอะไรก็ได้ตามใจ”

“ตู้เซฟเอกชนบริษัทบี เรามาแลกกัน”

“ในนั้นมีอะไร”

“เอากระดูกพ่อกับพี่ตะวันมาให้ผม...แลกกัน ถึงตอนนั้นคุณจะรู้เอง”

ผมเฝ้ามองพิธีกรรมการรวบรวมเศษเถ้ากระดูกทุกอย่าง ผ่านหน้าต่างกระจกรถ ฟิล์มหนาสีทึบมืดสนิทช่วยปกปิดหยดน้ำตาแห่งความอาลัยไม่ให้คนภายนอกเห็นว่าลูกชายคนเล็กหนึ่งในสามเจ้าของกรอบรูปสีขาวดำบานใหญ่นั้นนั่งร้องไห้อยู่ภายในรถคันนี้ ผมเห็นนายพสิษฐ์เดินแทรกเข้าไปภายในวงล้อมของพิธีกรรมท่ามกลางหมู่ญาติมิตรทั้งสนิทมาก สนิทน้อยของพ่อ จากนั้นเพียงไม่กี่นาทีนายพสิษฐ์กลับออกมาพร้อมโกฏิใส่กระดูกลวดลายสวยงามสามใบ

“ง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ” ผมขมวดคิ้วให้สิ่งที่เขาถืออยู่ในมือ

“ฉันบอกแม่เลี้ยงของเธอว่าจะเอาไปทำพิธีสาปแช่ง ไม่ให้พวกเขาไปผุดไปเกิด”

“นี่คุณ...”

“สิ่งที่สองแม่ลูกนั้นต้องการ ไม่ใช่เถ้ากระดูกไร้ค่าพวกนี้หรอก...เธอก็รู้”

“อีนังงูพิษ!” ผมสบถด่าแม่เลี้ยง รับโกฏิบรรจุอัฐิสองหลังใหญ่มาอุ้มไว้ด้วยแขนสองข้าง ส่วนอีกหนึ่งหลังนั้นผมยังไม่คลายความสงสัย ในเมื่อผมตัวเป็นๆ ยังคงนั่งอยู่ตรงนี้ แล้วเจ้าของร่าง เจ้าของอัฐิที่บรรจุอยู่ภายในนี้คือใครกัน

“สองแม่ลูกนั่นให้ข่าวว่าผมตายแล้ว ในเมื่อผมยังอยู่นี่ แล้วศพที่ทำพิธีแล้วเอาไปเผานั่นคือใครกัน คุณเห็นศพของผมหรือเปล่า”

“เห็น...”

“เขาเป็นใคร คุณรู้จักมั้ย”

“ก็เธอไง ศพที่นอนอยู่โลงคือเธอ” นิ้วชี้ใหญ่จิ้มลงมาบนอกเสื้อของผมเหมือนเป็นการยืนยัน

“จะเป็นไปได้ยังไง”

“นั่นสิเป็นไปได้ยังไง เธอเป็นใครกันแน่ ปลอมตัวมาหลอกฉันอย่างนั้นเหรอ คิดว่าฉันจะจำทิวาเจ้าเด็กกักขฬะปากเสียแสนหยาบคาย ช่างเอาแต่ใจไม่ได้หรือยังไง” มือหนักบีบคางผมจนเจ็บ ใบหน้าโน้มลงมาจนปลายจมูกกดลงมาชนกัน

“อย่ามาเล่นตลกกับผม” ผมออกแรงดันฝ่ามือผลักอกกว้างให้ถอยห่างออกไกลๆ แล้วมองตาขวางให้ไอ้คนที่จ้องเขม็งมองผมเหมือนเครื่องสแกนในสนามบิน

“ทิวา เธอบอกว่าฉันเป็นคนเลว ส่วนฉันเองก็รู้ว่าพวกพิทักษ์วัฒนาไม่ใช่คนดี ไก่อ่อนอย่างพวกเธอบอกว่าเห็นธาตุแท้งูพิษอย่างฉัน แต่งูพิษอย่างฉันเห็นลิ้นไก่ของพวกเธอ ฉันเห็นไปถึงก้นบึ้งส่วนลึกข้างในอันเน่าเฟะน่ารังเกียจ น่าขยะแขยงของตระกูลเธอมากกว่าที่เธอรู้จักตระกูลตัวเองเสียอีก”

“คุณหมายความว่ายังไง”

“คำพูดของฉันเข้าใจยากนักเหรอ เอาละฉันทำตามข้อตกลงแล้ว ทีนี้ถึงตาเธอทำตามสัญญาบ้าง ตู้เซฟในบริษัทบี” คิ้วเข้มยักสูงขึ้นไปข้างหนึ่งเป็นสัญญาณย้ำให้ผมทำตามคำพูด

รถยนต์คันใหญ่แล่นมาจอดเทียบยังลานจอดของบริษัทเอกชน ซึ่งมีไว้สำหรับให้เศรษฐีเช่าตู้นิรภัยเพื่อเก็บสิ่งมีค่า มาตรฐานความปลอดภัยนั้นสูงพอๆ กับธนาคาร หากแต่เป็นส่วนตัวกว่าเพราะสามารถมาเวลาไหนก็ได้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการจะต้องมีรหัสผ่านสองชั้น ชั้นแรกสำหรับกดยืนยันตัวตนเพื่อเข้าไปยังห้องนิรภัยใหญ่ จากนั้นติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอเปิดเซฟส่วนตัวโดยใช้รหัสผ่านชั้นที่สอง ส่วนตู้เซฟนั้นจำเป็นต้องใช้กุญแจพิเศษกับรหัสผ่านชั้นที่สามเปิดร่วมกัน

“คุณทิวา จริงเหรอครับนี่” เจ้าหน้าที่ของบริษัทซึ่งพอจะคุ้นเคยเห็นหน้ากันหันมาขมวดคิ้วใส่กันเหมือนไม่เชื่อสิ่งที่ตาเนื้อมองเห็น

“ผมต้องการเปิดเซฟของผม”

“แต่ในข่าวบอกว่า คุณตายแล้ว”

“เห็นกับตาแล้วนี่ครับว่าผมยังอยู่”

“แต่คุณหญิงวิกานดา เพิ่งมายื่นเอกสารขอจัดการเปลี่ยนรหัสผ่านทั้งหมดเมื่อวานก่อน”

“เรื่องนั้นผมรู้ครับ แต่ตามขั้นตอนแล้วเขายังไม่สามารถทำได้ในตอนนี้ใช่หรือเปล่าครับ”

“ครับ คุณวิกานดาต้องใช้หมายศาลกับใบยินยอมจากทนายความประจำตระกูลและใบจัดการมรดก”

“ครับ ระหว่างที่เขายังไม่มีสิทธิ์อะไรในตู้เซฟใบนี้ เท่ากับผมยังมีสิทธิ์ที่จะเปิดมันอยู่ถูกต้องมั้ยครับ”

“ครับ”

“ถ้าผมเปิดเซฟ พวกเขาจะรู้ว่าผมมาที่นี่ใช่มั้ย” ผมหันไปถามเจ้าหน้าที่ซึ่งคุ้นเคยกันดี เนื่องจากมาติดต่อเปิดเซฟและใช้บริการหลายอย่างจากบริษัทใหญ่

“ครับ คุณวิกานดาสามารถขอดูบันทึกการเปิดปิดเซฟย้อนหลังได้และรู้ว่าใครเป็นคนเปิดมันตามบันทึกการใช้งาน”

“แต่ในทางกฎหมายผมตายไปแล้ว ดังนั้นบันทึกต่างๆ มันอาจขัดแย้งกันเอง”

“คุณทิวา...หมายความว่า”

“ผมไม่เกี่ยง ถ้าคุณจะบอกใครต่อใครว่าเห็นวิญญาณผม”

เบื้องหลังบานประตูตู้นิรภัยความหนาเกือบศอก ผมเลือกหยิบเฉพาะสิ่งสำคัญที่เก็บไว้ภายในเซฟ แล้วรีบเดินออกมาเพื่อขึ้นรถของนายพสิษฐ์ ซึ่งขับมาส่งผมด้านหน้า แต่ขาสองข้างยังเดินไปไม่ถึงลานจอด รถแวนคันใหญ่ขับปาดมาจอดขวาง พร้อมชายร่างสูงใหญ่สองสามคนกระโจนลงมาสัญชาตญาณการเอาตัวรอด หลังจากผ่านความเป็นความตายมาได้ครั้งหนึ่ง ผมหันหลังกลับออกแรงชักฝีเท้าวิ่งอย่างสุดกำลังไปตามถนน ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง ทำได้เพียงเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าหนักเวลาที่มันกระแทกตับๆ ลงไปบนพื้นถนน เสียงโหวกเหวกโวยวายสั่งให้เพื่อนแยกซ้าย แยกขวาเพื่อไปดักรอด้านหน้า

“เหี้ยเอ๊ย” สองตาเหลียวหาทางหนีทีไล่ สองขาสับไกวิ่งห้อตะบึงไปจนแทบลืมหายใจ ปากคอหอบจนแห้งผากเหงื่อไหลจนท่วมตัว

ภายในเมืองหลวงอันแสนกว้างใหญ่ แต่เหมือนไม่มีที่สักแห่งให้ผมไป ผู้คนมากมายเดินผ่านไปผ่านมา เพียงแค่เหลียวหน้าหันมามองแล้วทำเป็นเมินผ่านไป หรือบางคนกระโดดหลบไปยืนด้านข้าง เพียงเปิดทางให้ผมวิ่งได้สะดวกขึ้น หรือหากใครเงอะงะหลบไม่ทันก็ถูกผมชนล้มคะมำหน้าทิ่มไปกองอยู่บนพื้น

ผัวะ! ฝ่าตีนหนักยันโครมลงมาปะทะกลางอกเพื่อหยุดการเคลื่อนไหว ผมล้มทั้งยืนลงไปนอนหงายกลางพื้น ตาลอยเหลือกมองเห็นเพียงดวงไฟบนเสาสูง แรงถีบกระแทกจนเหมือนปอดเกือบหยุดทำงาน

อึก! มือข้างหนึ่งยกขึ้นมากดนวดบริเวณกลางอกตรงส่วนที่ถูกฝ่าเท้าเหยียบเข้ามาเต็มแรง

“หนีเก่งจังนะมึง” รองเท้าสารพัดเบอร์เหยียบอัดกระทืบลงมาซ้ำจนผมแทบกระอักเลือดตาย สิ่งที่กำไว้ในมือแน่นถูกแย่งยื้อไปได้ในที่สุด

“คุณวิกานดาเดาถูก มึงต้องกลับมาเปิดเซฟแน่”

“มึงมันไอ้พวกหมารับใช้”

ผัวะ! รองเท้าบู้ทแข็งๆ เตะเสยเข้ามาอัดเต็มปลายคาง เสียงดังกึกคือกระดูกกรามด้านล่าง กระแทกกลับขึ้นไปกระทบกับด้านบน ฟันคมเหมือนขบขูดไปถูกกระพุ้งแก้มรสชาติเลือดเค็มๆ เลี่ยนปะแล่มกลบด้วยกลิ่นคาวไหลย้อยปะปนมากับน้ำลายยืดเหนียว ซึ่งผมถ่มมันลงไปบนพื้นถนน

“ไอ้พวกสวะ”

“จะตายห่าอยู่แล้วยังไม่รู้ตัว อย่าปากดีให้มันมากนัก พวกมึงช่วยกันลากมันไป”

คอเสื้อด้านหลังถูกกระชากลากขึ้นสูง ลูกกระเดือกถูกขอบเสื้อยืดรัดจนแทบหายใจไม่ออก ถุงดำใบใหญ่ถูกนำมาคลุมหัวไว้ ก่อนจะผูกเงื่อนตายกั้นอากาศภายนอกเข้าไปภายใน ทำผมทุรนทุรายอยู่ในความมืด จับทิศจับทางไม่ถูก ความรู้สึกเหมือนถูกลากพาขึ้นมานั่งอยู่บนรถ น่าจะเป็นรถแวนคันเมื่อครู่ เสียงเครื่องยนต์กับแรงเคลื่อนขยับ ทำให้รู้ว่ารถคันนี้กำลังเคลื่อนไปตามทางที่ผมคาดเดาไม่ได้ว่ามันจะพาไปทางไหน

โครม! เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเหมือนมีรถคันใหญ่สองคันวิ่งมาประสานงา แรงกระแทกทำเอาผมกระเด็นหวือจากที่นั่งด้านหลังพุ่งไปกระแทกกับกระจกรถด้านหน้า จากนั้นหูได้ยินเพียงเสียงตุบๆ ตับๆ ก่อนจมูกจะสามารถสูดอากาศเข้าไปได้เต็มปอดอีกครั้ง

“อ๊ากกกก”

“เธอยังไม่ตายใช่มั้ย ทิวา” เสียงทุ้มเอ่ยถามพร้อมกับแสงสว่างและภาพทุกอย่างฉายกลับทะลุผ่านม่านตาผมได้อีกครั้ง

“กว่าจะมาได้”

“ยืนดูเธอถูกกระทืบนี่ก็สนุกดีเหมือนกัน”

“คุณนี่มัน...ไอ้คนระยำ” ผมผลักมือใส่อกกว้างก่อนจะยกมันขึ้นมาลูบปลายคางซึ่งถูกเตะไปเมื่อพักใหญ่

“คางแตก เลือดกำเดาไหลเชียวเหรอ ...สะใจชะมัดเลย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป